วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ตำนานพญานาคที่เมืองหนองคาย


          เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาคนั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ
และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไป
ขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชาที่เมืองบาดาล
          ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก และจะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาคชั้นเลว ประพฤติตนเกเร
จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขงที่เป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้าม กับบ้านหนองกุ้งอำเภอโพนพิสัย
จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี ในเมื่อมีเมืองมนุษย์หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์หรือเมืองสวรรค์ ก็ต้องมีเมืองบาดาล
(เมืองพญานาค) ตามความเชื่อเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร และมีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย อีกด้วย


ในสมัยพุทธกาลคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จที่พระเชตุวันมหาวิหารใกล้กรุงสาวัตถี พระองค์ได้พิจารณาถึงพุทโบราณ ประเพณีของพระพุทธเจ้าในอดีตที่เสด็จเข้านิพพานไปแล้ว พระสาวกทั้งหลายต่างก็นำเอาพระสารีริกธาตุไปฐาปนาไว้ในที่ที่เหมาะสมพอรุ่งเช้าพระอานนท์ได้ถวายน้ำชำระพระโอษฐ์และไม้สีฟันหลังเสร็จกิจจึงได้ทรงผ้ากำพลสีแดง แล้วผินพระพักต์สูทิศตะวันออกเสด็จมาทางอากาศมีพระอานนท์ เป็นผู้ติดตามพร้อมคณะสงฆ์เสด็จประทับที่ดอนก่อนเนา(เวียงจันทน์และเสด็จที่หนองคันแทเสื้อน้ำที่เวียงจันทน์)แล้วเสด็จประทับที่โพนจิกเวียงงัว(ใต้ปากห้วยคุคำบ้านปะโค)ได้ทอดพระเนตเห็นแลนคำแลบลิ้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ เมื่อพระอานนท์ทูลลา พระองค์พญากรณ์ว่าต่อไปบ้านเมืองนี้จะเจริญแลนคำ นั้นก็คือ ปัพพาละนาคอยู่ภูเขาลวงริมน้ำบังพวนต.พระธาตุบังพวน(ทุกวันนี้)หลังจากที่ปัพพาละนาคทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปภูเขาลวงจนพระองค์กระทำภัตตกิจเสร็จสิ้นได้ประทานผ้ากำพลผืนหนึ่งแก่ปัพพาละนาคแล้วเสด็จไปฉันเพลที่ใกล้เวินหลอดต่อมาเรียกเวินพล(บ้านโพนฉัน เมืองท่าพระบาท แขวงบลิคำไซ ประเทศสปป.ลาว)จากนั้นสุกขหัตถีนาคเนรมิตเป็นช้างถือดอกไม้มาขอเอารอยพระพุทธบาทพระองค์ได้ย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินใกล้น้ำชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน (ปัจจุบันเรียกว่า พระบาทโพนฉัน)อยู่เมืองพระบาท ในลาว 
พญานาคสร้างเมือง 
ที่บ้านร่องสะแก ต.หนองคันแทเสื้อน้ำ(ในเวียงจันทน์)มีชายคนหนึ่งตัวใหญ่ดำ พุงใหญ่ ชื่อ“บุรีจันทน์อ่วยล้วย”แต่เป็นผู้มีใจบุญสุนทานจิตใจเป็นกุศลโอบอ้อมอารีแก่คนและสัตว์ทำบุญให้ทานเป็นประจำ ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์ 2 องค์ มาจากราชคฤห์นครอาศัยอยู่ที่นั้น คือ มหาพุทธวงศาอยู่ริมบึง อีกองค์ชื่อมหาสัชชะตีอยู่ป่าโพนเหนือบึง บุรีจันทน์ อ่วยล้วยเป็นผู้อุปัฏฐากมาตลอดด้วยอำนาจบุญกุศลดังกล่าวทำให้คนทั้งหลายในตำบลมีความรักนับถือบุรีจันทน์ อ่วยล้วยจึงพากันยกให้บุรีจันทน์ ฯเป็นอาจารย์สั่งสอนศีลธรรม ศิลปหัตถกรรมการุกสิกรรมจนเป็นที่รักใคร่ของมนุษย์ เทวดา นาค จึงมีนาคคอยช่วยเหลือกิจกรรมอยู่เนือง ๆ โดยมีสุวรรณนาคให้ความช่วยเหลือเนรมิตบ้านเมืองให้ 
อยู่มาวันหนึ่งหลังจากที่ชาวบ้านทำนาเมื่อข้าวออกรวงน้ำก็มาท่วมเสียสุวรรณนาค จึงให้ เศรษฐไชยนาค เนรมิตเป็นคันแทกั้นน้ำเอาไว้เพื่อให้ท่วมข้าว ที่นั้นคนจึงเรียกว่า หนองคันแทเสื้อน้ำ ต่อมาอีก สุวรรณนาค ให้นาคบริวาร 2 ตัว คือ เอกจักขุนาคและสุคันธนาคแปลงเพศเป็นงูมาทำให้ข้าวในนาเสียหายชาวบ้านจึงกั้นรั่วเปิดช่องกลาง ดักไซไว้ ต่อมางูน้อย 2 ตัวที่มีเกล็ดเหมือนทองคำ มีหงอนแดงงาม เข้าไปอยู่ในไซ 

ในคืนนั้นบุรีจันทน์ อ่วยล้วยฝันว่ามีไส้ออกมาและมีลึงค์ยาวพันรอบเอวถึง 7 รอบเมื่อตื่นขึ้นมาก็กลัวไปใส่บาตรพระอรหันต์ท่านได้แนะนำให้เอาดอกไม้ใส่พานบูชาไว้ที่หัวนอนแล้วอุทิศกุศลถึงพญานาคพอสายก็มีคนนำงูน้อย 2 ตัวมาให้จึงได้ขังเอาไว้เพื่อที่จะได้นำไปให้พ่อท้าวคำบาง ผู้เป็นใหญ่แต่ยังไม่ได้นำไปพอตกกลางคืนสุวรรณนาคแปลงเป็นตาผ้าขาวมีศรีษะหงอกบอกว่า “งู 2 ตัวนั้นเป็นลูกจะมาขอคืน” เมื่อ บุรีจันทน์ อ่วยล้วยเห็นดั้งนั้นจึงถามว่า “ท่านเป็นคนถือศีลธรรมหรือจึงนุ่งขาว ห่มขาวและทำไมบอกว่าเป็นลูกท่าน ข้าตั้งใจจะนำไปให้พ่อท้าวคำบางเพราะเห็นว่ามีเกล็ดงามเหมือนทองคำ”ตาผ้าขาวจึงบอกว่า“เป็น พญานาค ท่านอย่าเอาไปเลย สิ่งนี้ไม่เหมาะ ควรจะนำสิ่งอื่นไปหากท่าต้องการเราจะให้ตามใจท่าน”บุรีจันทน์ อ่วยล้วยคิดว่าคงจะเป็นตามที่เราฝันและการอุทิศถึงพญานาค จึงได้บอกไปว่า “เมื่อข้าต้องการเมื่อใด ท่านจงให้เมื่อนั้นเถิด”แล้วได้มอบ งูน้อย 2ตัวไป ตาผ้าขาวจึงได้บอกแก่ บุรีจันทน์ อ่วยล้วยว่า “ให้ท่านขุดบ่อน้ำไว้ที่ริมบึงนอกบ้าน ถึงวันพระจะให้นาคน้อย 2 ตัวขึ้นมา ท่านประสงค์สิ่งใดจงเรียกจากนาคทั้ง 2”จากนั้นก็จากไปหลังจากที่พญานาคเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงได้ดลใจพ่อท้าวคำบางและมเหสี ให้นำนางอินสว่างลงรอดให้เป็นบาทบริจาคแห่งพระยาสุมิตร ธรรมวงศาเมืองมรุกขนครและเมื่อนางอินสว่างลงรอด ทราบก็เกิดความโศกเศร้าบิดาเห็นว่าไม่พอใจจึงพูดให้พระธิดากลัวว่าถ้าเช่นนั้นจะนำเจ้าไปเป็นธิดาของบุรีจันทน์ อ่วยล้วยที่เขาลือกันว่าพุงใหญ่ตัวดำเมื่อธิดาได้ยินแทนที่จะกลัวกลับมีความพอใจและหายโศกเศร้าจึงได้ปลูกเรือนหลวงขึ้น 2 หลัง ๆ ละ 5 ห้องไว้ระหว่างหาดทรายกับบ่อน้ำของบุรีจันทน์ อ่วยล้วยแล้วให้พระธิดาไปอยู่นั้นแล้วตรัสสั่งให้บุรีจันทน์อ่วยล้วยเข้าเฝ้าเพื่อให้พระธิดาเห็นแล้วกลัวฝ่ายบุรีจันทน์อ่วยล้วยเมื่อทราบดังนั้นจึงไปที่บ่อน้ำที่พญานาคสั่งให้ขุดแล้วเรียกนาคทั้ง 2 ให้มานาคทั้ง 2 ก็มาตามประสงค์บุรีจันทน์ อ่วยล้วยจึงบอกว่าบัดนี้เราอยากได้นางอินสว่างลงรอดมาเป็นภรรยาท่านทั้ง 2จงกรุณาให้นางได้กับข้าด้วยเทอรญพญานาคร่วมแรงแข็งขันช่วยบุรีจันทน์อ่วยล้วยในบรรดาพญานาคที่มีอยู่ที่หนองคันแทเสื้อน้ำนั้น สุคันธนาคนำขวดไม้จันทน์มาให้พร้อมเนรมิตอ่างสำหรับอาบน้ำพร้อมกระบวยสำหรับตักน้ำอาบเอกจักขุนาคให้ผ้าเช็ดตัวกายโลหนาคให้ผ้านุ่ง แล้วก็บอกกันต่อไปส่วนอินทจักขุนาคให้แหวนธำรงค์เศรษฐไชยนาคให้ดาบศรีด้ามแก้วสหัสสพลนาคให้เสื้อรูปท้าวพันดาสิทธิโภคนาคให้มงกุฎทองคำประดับแก้วคันธัพนาคให้สังวาลย์คำศิริวัฒนานาคให้รองเท้าทองคำอินทรศิริเทวดาให้แว่นกรองทองคำ เทวดาผยองให้ต่างหูทองคำประดับด้วยแก้วเทวดาวาสนิทให้ผ้าเช็ดหน้าประสิทธิสักกเทวดาห้ขวดน้ำมันแก้วผลึกเมื่อ นาค เทวดาให้เครื่องเหล่านี้แล้วก็พากันมาชุมนุมที่หาดทรายอันเป็นที่อยู่ของสุคันธนาคและเอกจักขุนาคส่วน สุวรรณนาค หัตถีนาค ปัพพาละนาค ได้มาพร้อมกับพญาสุวรรณนาค และ พุทโธปาปนาค พญาสุวรรณนาคก็เนรมิตปราสาทที่สำเร็จด้วยไม้จันทน์ พร้อมอาสนะเครื่องปูลาดเพดานพร้อมเสร็จแล้วจึงพากันไปรับเอานางอินสว่างลงรอด มาไว้ในปราสาทและพญาสุวรรณนาคยังได้เนรมิตท้องพระโรงหลวง 19 ห้องที่ทำด้วยแก่นจันทน์ ปัพพาละนาค เนรมิตปราสาทไม้มะเดื่อพอกทำภายนอกพุทโธปาปนาคเนรมิตสระพังสำหรับสรงสุคันธนาคและหัตถีนาคเนรมิตโรงช้างไว้ ซ้าย-ขวาในคุ้ม ในวังนั้นมีทุกประการ เมื่อคนทั่วไป ไปจับต้องสิ่งที่พญานาคเนรมิตไว้ก็จะเกิดมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาเทวดาอินทรศิริ เจียมปางรับอาสากับพญานาคเข้าคุ้มครองรักษาวัตถุข้าวของในปราสาทโรงหลวงทั้งสิ้น แล้วให้เทวดามัจฉนารีนำพานดอกไม้ไปอัญเชิญบุรีจันทน์ อ่วยล้วยเข้ามาอยู่หลังจากที่บุรีจันทน์ อ่วยล้วย ชำระร่างกายแล้วประดับด้วยเครื่องที่นาคจัดกามาให้และเทวดาเนรมิตให้เมื่อแต่งเสร็จปรากฏว่าร่างกายที่อ้วนใหญ่ดำก็กลายเป็นหนุ่มรูปหล่อ งามสง่าเนื้อตัวหอมด้วยกลิ่นจันทน์เทวดามัจฉนารีจึงได้อุ้มไปนอนไว้กับนางอินสว่างลงรอด ทันใดนางก็ตื่นแล้วหลับต่อไปอีกหลังตื่นมาทั้งสองเกิดความรักใคร่และได้เป็นสามีภรรยากันต่อมาบุรีจันทน์ อ่วยล้วยเป็นเจ้าเมืองเมื่อบริวารทั้งหลายตื่นขึ้นมาเห็นความยิ่งใหญ่จึงนำความไปแจ้งแก่ พ่อท้าวคำบาง และ พระมเหสีทั้งสอง มีความยินดีจึงให้เสนออำมาตย์จัดพิธีสมโภชยกบุรีจันทน์ อ่วยล้วยเป็นเจ้าบุรีจันทน์พร้อมมอบบ้านเมืองให้ครอง โดยมีเทวดามัจฉนารีรักษาจ้าบุรีจันทน์ และข้า ทาสบริวาร ส่วน เทวดาอินทรศิริได้บอกกับสุวรรณนาคว่านาคตัวใดรักษาเมืองใดก็ให้ประจำอยู่ที่นั้นแล้วให้บอกกล่าวแก่เงือก,งูที่เป็นบริวารไม่ให้ทำร้ายผู้ใดห้พากันรักษาพระพุทธศาสนา บ้านเมืองให้เจริญตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ เมื่อ สุวรรณนาค ได้รับคำสั่งดังนั้นจึงมีความยินดีได้แต่งตั้งให้นาค 4 ตัว คอยดูแลเมืองราษฎรควรทำโทษจึงทำโดยมีกายโลหนาค,เอกจักขุนาค,สุคันธนาค,อินทรจักขุนาคโดยมี เทวดาอินผยองและเทวดาวาสนิทเป็นผู้เที่ยวตรวจดูตามตำบลต่าง ๆ เมื่อเห็นคนกระทำผิดให้บอกแก่นาค ทั้ง 4 เป็นผู้ตัดสินลงโทษ เมืองที่เจ้าบุรีจันทน์ อ่วยล้วยปกครอง คือเมืองสีสัตตนาคนหุต รวมถึงเมืองหนองคายด้วย เพราะในสมัยนั้น แม้แต่ พระธาตุบังพวน ต.พระธาตุบังพวนอ.เมืองหนองคาย เจ้าบุรีจันทน์ก็เป็นคนสร้างครั้งแรกที่พระอรหันต์ นำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุโดยมีนาค คือ ปัพพาละนาคเป็นคนช่วยสร้างจนเสร็จเมื่อพระอรหันต์นำเอาพระธาตุหัวเหน่า 29 องค์ถวายพระยาจันทน์บุรี แล้วบรรจุในขวดในขวดไม้จันทน์ที่ สุคันธนาคมอบให้ แล้วนำบรรจุลงในอุโมง ที่พระธาตุบังพวน 



ใต้เมืองโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
         ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย
คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัยว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอ
โพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน

          วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่ม โดยมีถังน้ำ (หาบครุน้ำ) ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ
สะอาด (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่ถังน้ำ (หาบครุน้ำ) พ่อแม่ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบจนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าคงจมน้ำตายแล้ว
จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้องชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช จนเวลาประมาณเที่ยงคืนลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตายก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน
ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนี เพราะคิดว่าเจอผีหลอก สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง
หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง

          หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมากน้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำเมื่อวาง กระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้า
เรียกให้เข้าไปหา เมื่อเดินเข้าไปหาแล้วหมูตัวนั้นบอกว่าให้หลับตาจะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่
อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ทุกคนนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะ
ปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล)
ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่านี่เป็นเมืองบาดาลและเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงาน สมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษานั้น
เหล่าชาวเมืองที่นี่จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิมเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืน
อยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่" จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว
ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)







ในเขตอำเภอสังคม บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม , อ่างปลาบึก บ้านผาตั้ง อำเภอสังคม
ในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่ วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท
ในเขตอำเภอเมือง บ้านหินโงม ตำบลหินโงม อำเภอเมือง , หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ตำลบบ้านเดื่อ อำเภอ เมือง หนองคาย
ในเขตอำเภอโพนพิสัย ปากห้วยหลวง ตำบลห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย , ในเขตเทศบาลตำบลจุมพล หน้าวัดไทย วัดจุมพล วัดจอมนาง ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย, หนองสรวง อำเภอโพนพิสัย , เวินพระสุก ท่าทรายรวมโชค ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย , บ้านหนองกุ้ง ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย
ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปี ปากห้วยเป บ้านน้ำเป ตำบลน้ำเป กิ่งอำเภอรัตนวาปีบ้านท่าม่วง ,วัดเปงจาเหนือ กิ่งอำเภอรัตนวาปี
ในเขตอำเภอปากคาด บ้านปากคาดมวลชล ห้วยคาด อำเภอปากคาด
ในเขตอำเภอบึงกาฬ วัดอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ
ที่อื่นๆ นอกจาก 14 แห่งนี้ที่อื่นก็อาจจะมีขึ้นบ้าง นอกจากในลำน้ำน้ำโขงแล้วตามห้วย หนองคลองบึง สระน้ำ กลางทุ่งนาที่มีน้ำขัง แม้แต่บ่อบาดาลที่ชาวบ้านขุดเพื่อเอาน้ำมาใช้ ในเขตจังหวัดหนองคาย ก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์
ปี 2542 เกิดมากที่สุด ที่ชายตลิ่ง หน้าสถานี ตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ห่างจาก อ.เมือง หนองคาย เพียง 15กม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น